มินเนี่ยน

ผมได้มีโอกาสเข้าไปโค้ชหน่วยงานแห่งหนึ่ง แล้วผมได้เห็นพนักงานกำลังแตะบัตรเข้าทำงาน มันทำให้ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน เรื่องราวประมาณนี้

บริษัทแห่งหนึ่ง เข้างาน 9 โมง ในตอนเช้า พนักงานทุกคนต้องไปสแกนนิ้วเข้าทำงาน พนักงานมีคนประมาณ 1,000 คน เข้างานไม่พร้อมกัน เครื่องสแกนนิ้วมี 2 เครื่อง ตั้งอยู่ใต้ตึกชั้นล่างสุด
ทุก ๆ เช้าตอนใกล้ ๆ 9โมง จะมีพนักงานจำนวนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงไปยืนต่อแถวออกันที่หน้าเครื่องสแกนนิ้ว เพื่อสแกนนิ้วเข้าทำงาน คนที่มาถึงก่อนก็ได้สแกนก่อน คนที่มาถึงทีหลังก็ต้องลุ้นกันว่าตัวเองจะสแกนนิ้วทัน 9 โมงไหม โดยเฉพาะคนที่มาถึงตอนใกล้ ๆ จะ 9 โมง
ปัญหาคือ ไอ้คนที่สแกนนิ้วเสร็จแล้ว มันต้องยืนรอดูว่าสแกนนิ้วสำเร็จไหม ถ้าสำเร็จ มันจะมีข้อความขึ้นที่เครื่องว่าสแกนนิ้วสำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ ก็ต้องลองสแกนอีกที เมื่อสำเร็จถึงจะเดินออกจากแถวได้ ทีนี้คนที่สแกนนิ้วเสร็จ พอมันยืนรอดู มันก็ทำให้ขั้นตอนช้าเข้าไปอีก พอสแกนสำเร็จ ในใจก็คิดแค่ว่า โอเค กูมาทัน ที่เหลือใช้ชีวิดชิล ๆ ได้แล้ว กลายเป็นกว่าจะเดินนวยนาดออกจากแถวไปอีก ไอ้คนข้างหลังที่ชีวิตกำลังลุ้นว่า ตกลงวันนี้กูจะสายหรือไม่สาย ก็ลุ้นกันหนักกว่าเดิมอีก
เห็นอะไรกันบ้างไหม กูรอดแล้ว กูสบายแล้ว ไอ้พวกที่เหลือ โชคดีนะ

มองย้อนกลับมาในทีมของตัวเอง ในทีมเรามีแบบนี้ไหม เราแบ่งงานตามความถนัดของแต่ละคน แต่ละคนโฟกัสกับงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย เช่น ในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ คนหนึ่งถนัด Front-end รับงานที่เป็น Front-end มาทำ และทำได้ดีอย่างเต็มที่ อีกคนถนัด Back-end รับงานที่เป็น Back-end มาทำ และทำได้ดีเช่นเดียวกัน และมี Sprint หนึ่งที่มีงานที่มีแต่ Front-end เข้ามา ไอ้คนทำ Front-end งานถล่มเข้ามา ส่วนไอ้คนทำ Back-end เลยไปเลือกเอางานที่ตัวเองถนัดมาทำ แต่อาจจะยังไม่มี priority ณ ตอนนั้น

หรือ ในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์อีกทีมที่มี Tester อยู่ด้วย Developer ก็ปั่นงานอัดยาว ๆ แล้วส่งให้ Tester ทำการทดสอบทีเดียวตอนจบ Sprint บาง Sprint รับงานมาเยอะเพราะโดนขอหรือยัดเยียดเข้ามา ก็ส่งให้ Tester ทดสอบตอนเย็นวันสุดท้ายของ Sprint (ซึ่งมันเลยเวลา Sprint Review ไปแล้ว) เสร็จแล้วตัวเองก็หลั่นล้ามีความสุข โยนเผือกร้อนให้ Tester และค่อยมาดู Report จะ Tester กันในรอบ Sprint ถัดไป

คล้ายกันกับตอนสแกนนิ้วเข้างานเลยเนอะ คืองานกูเสร็จแล้ว กูรอดแล้ว ไอ้พวกที่รับงานต่อ โชคดีนะ

สำหรับผม ผมไม่เคยคิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นทีมเดียวกัน เขาแค่เป็นคนที่มานั่งทำงานด้วยกันเฉย ๆ ต่างคนต่างอยู่ ใช้ชีวิตของใครของมัน ยิ่งมี KPI เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว กูต้องได้ Aๆๆๆๆ กูต้องได้โบนัสเยอะ ๆ คนอื่นจะเป็นไงช่างมัน เน้นทำทุกอย่างที่จะทำให้ KPI กูผ่านด้วยเกรดสูง ๆ … พอมันมีเรื่องพวกนี้ มันก็จะเกิดการแข่งขันในระดับพนักงานต่อพนักงาน เพราะเงินโบนัส มันเป็นเงินก้อนที่ตัดมาให้กับทีม แล้วให้ทีมไปกระจายลงไปให้ในระดับพนักงาน คนได้เกรดดี ๆ ก็จะได้เงินเยอะหน่อย คนได้เกรดน้อย ๆ ก็จะได้น้อยหน่อย แต่รวมแล้วทั้งทีม ต้องได้ไม่เกินเงินที่ตัดมาให้ นั่นแปลว่า ถ้า A หมดทั้งทีม เงินต่อหัวก็จะน้อยลงนั่นเอง มันเลยเกิดการแย่งส่วนแบ่งขึ้นมา

ซ้ำร้ายเข้าไปใหญ่ ในองค์กร พอทีมถูกขยายกลายเป็นหน่วยงาน มันก็จะมีนี่หน่วยงานกู นี่หน่วยงานมึงอีก หลาย ๆ ครั้งที่มีโอกาส ผมต้องคอยถามว่า แล้วพวกพี่ไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกันเหรอ บางครั้งก็มีแอบหยอดไปบ้างว่าโชคดีนะ ที่พวกพี่อยู่บริษัทเดียวกัน (ในใจผมคิดแบบนั้นจริง ๆ นะ เพราะว่าถ้าพวกเขาอยู่คนละบริษัท น่าจะคุยกันยากกว่านี้ ทะเลาะกันหนักกว่านี้อีก)

ตอนผมเรียน Agile People ผมจำได้ว่า Pia เคยพูดว่า

Whole team wins or nobody wins.

นั่นหมายถึง ถ้าทั้งทีมไม่ชนะ นั่นคือ ไม่มีใครชนะเลย นั่นสิ ถ้ามันแค่คนใดคนหนึ่งในองค์กร หรือในทีมที่ชนะ แต่สุดท้าย องค์กรอยู่ไม่ได้ คนนั้นก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี

แล้วทีมที่ดีควรเป็นยังไง

ผมไม่รู้ว่าทีมที่ดีของคนอื่นจะต้องเป็นยังไง แต่ทีมที่ดีสำหรับผม ควรจะมีเป้าหมายเดียวกัน ควรจะร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน เพื่อทำเป้าหมายให้สำเร็จ

เมื่อทีมร่วมมือกัน มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Synergy และมันน่าสนใจตรงที่ว่า ไอ้ Synergy นี่แหละที่มันทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มากกว่าปกติ เพราะว่ามันไม่ใช่แค่การเอาผลลัพธ์ของแต่ละคนในทีมมารวมกัน แต่มันยังเกิดจากการที่ทีมรู้จังหวะกันและกัน ช่วยเหลือกัน จนสามารถเสริมสร้าง และผลักดันผลงานที่ทำร่วมกันออกมาได้ดีมากขึ้นอีกด้วย เหมือนกับที่อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า

The whole is greater than the sum of its parts.

ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมทีมกับทีมที่ผมเรียกได้ว่าเป็นทีมที่ดี คนในทีมช่วยเหลือกัน โดยไม่ได้สนใจว่าเขามีความสามารถด้านนั้นหรือไม่ คนที่ยังไม่มีความสามารถด้านนั้น ๆ ก็พยายามเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือเพื่อน ๆ คนอื่นได้ตอนที่งานล้นมือ เวลาที่มีคนเหนื่อยหรือท้อ คนในทีมก็ให้กำลังใจกันและกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน ถึงแม้ว่าบางครั้งเป้าหมายอาจจะไม่สำเร็จ แต่ทุกคนก็คอยให้กำลังใจกัน ผลักดันกัน เรียนรู้จากความผิดพลาดร่วมกัน

ผมได้ยินจั๊วะกับพี่รูฟเรียกทีม ว่า มินเนี่ยน (Minion) จากในหนังเรื่อง Despicable Me (ถ้าใครไม่รู้จัก ผมแนะนำให้ไปดู สนุกดี) ผมรู้สึกว่า เออ แม่ง ประมาณนี้แหละ และทีมที่พวกเราเป็นอยู่ แม่งก็ประมาณนี้ ใช้คำให้สวยหรูยังไง มันก็ออกมาประมาณนี้แหละ มินเนี่ยน

ทีมของพวกผมเป็นแบบนี้ แล้วทีมของพวกคุณเป็นยังไง?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *