พลังของ Yes, but กับ Yes, and ในการ Brainstorm

มีโอกาสได้ไปเรียนคลาส Design thinking กับพี่รูฟเมื่อหลายเดือนก่อน ในคลาสนั้นเจนกับจั๊วะได้เอาเรื่อง Yes, but กับ Yes, and มาเล่าให้ฟัง ซึ่งจริง ๆ ก็คุ้น ๆ ว่าจั๊วะเคยเล่าให้ฟังตอนสมัยทำงานด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ลืมเอาไปใช้

วันนี้มีโอกาสได้มาฟังเจนพูดถึงเรื่องนี้อีกทีในคลาส Product discovery ก็เลยเอามาบันทึกไว้เสียหน่อย จะได้ไม่ลืมอีก

เรารู้อยู่แล้วว่าไอเดียของทุกคนมีค่า หลาย ๆ ครั้งเราอยากได้ไอเดียจากเพื่อนร่วมงานเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาที่เรากำลังเจออยู่ เราเลยมักจะทำสิ่งที่เราเรียกว่าการระดมความคิด หรือการ Brainstorm โดยการเรียกทุกคนมา แล้วให้ออกไอเดียร่วมกัน

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ในตอนที่เราระดมความคิดนั้น เป้าหมายที่แท้จริงคือเราอยากได้ไอเดียที่มีประโยชน์ สามารถเอาไปใช้งานได้ (Ideas by quality) แต่การที่จะทำให้เราได้ไอเดียแบบนั้น เราจำเป็นที่จะต้องได้ไอเดียจำนวนมากก่อน (Ideas by quantity) วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราได้ไอเดียจำนวนมากคือ การใช้เครื่องมือ “Yes, but กับ Yes, and”

เริ่มต้นจาก เราลองตั้งโจทย์ง่าย ๆ เช่น เที่ยงนี้กินอะไรดี (ปัญหาโลกแตกของคนทำงานที่เบื่อที่จะกินข้าวที่เดิมซ้ำ ๆ)

รอบแรกให้เราลองจับคู่คุยกัน ใช้เวลา 2 นาที โดยมีข้อกำหนดว่า เวลาใครออกไอเดียอะไร ให้อีกคนตอบด้วยการเริ่มต้นว่า “ก็ดีนะ…แต่” (Yes, but) แล้วใส่ไอเดียที่ขัดแย้งลงไป เช่น “เที่ยงนี้อยากกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา” “ก็ดีนะ…แต่เราว่าแดดมันแรงอะ เราว่าไปกินข้าวขาหมูเถอะ” “ก็ดีนะ…แต่ช่วงนี้หมอให้เรางดของมัน ๆ…” เมื่อจบ 2 นาที ลองนับจำนวนไอเดียที่ได้ว่าได้กี่ไอเดีย และลองถามความรู้สึกของคนที่เสนอไอเดียว่ารู้สึกอย่างไร

หลังจากนั้นให้ลองอีกทีด้วยวิธีการตอบด้วยการเริ่มต้นว่า “ดี…และ” (Yes, and) เช่น “เที่ยงนี้อยากกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา” “ดี…และกินเสร็จเราไปกินน้ำแข็งไสร้านข้าง ๆ ด้วยนะ” “ดี…และเดี๋ยวเราไปซื้อชานมไข่มุกร้านหัวมุมด้วยดีกว่า” เมื่อจบ 2 นาที ให้ทำเหมือนเดิมคือ นับจำนวนไอเดีย และลองถามความรู้สึกของคนที่เสนอไอเดียดู

เราจะเห็นได้ว่า การใช้ Yes, but เราจะได้ไอเดียออกมาจำนวนหนึ่งก็จริง แต่เมื่อเทียบปริมาณกันแล้วการใช้ Yes, and จะช่วยให้เราสร้างไอเดียออกมามากกว่า รวมถึงความรู้สึกของคนที่ออกไอเดียแล้วโดน Yes, but ก็จะรู้สึกแย่กว่า ตอนที่เอาไปใช้งานจริง คนที่โดน Yes, but บ่อย ๆ อาจจะรู้สึกแย่จนท้อ และเลือกที่จะไม่เสนอไอเดียอะไรอีกเลยก็ได้

ดังนั้น โดยปกติแล้ว ตอนที่เราระดมความคิดกันนั้นเรามักจะมีข้อตกลงกันว่า เราจะไม่พูดคำว่า “แต่” เพื่อเบรคไอเดียของกันและกัน และให้เราเสนอไอเดียออกมา ไม่ว่าไอเดียนั้นจะดูน่าขำ หรือดูไม่ฉลาดในสายตาบางคน เพราะไอเดียของทุกคนมีค่า ส่วนจะเอาไปใช้ได้จริงหรือไม่ ให้ข้อจำกัดของสถานการณ์เป็นตัวตัดสินเถอะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *