พี่ครับผมอยากได้ Feedback

การที่เรามีเป้าหมายในชีวิตย่อมเป็นเรื่องที่ดี (Goal) มันช่วยทำให้เรารู้ว่าเราควรใช้ชีวิตไปในทิศทางใด (Direction) แต่ก่อนที่เราจะรู้ทิศทางที่เราต้องเดินไปนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน

ในทำนองเดียวกันกับการทำงาน เรามีเป้าหมายของงานที่เรากำลังทำคืออะไร (Goal) ตอนนี้ตำแหน่งที่เราอยู่ เราอยู่ตรงไหนแล้ว และเราต้องไปในทิศทางไหน (Direction) เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง (What) เพื่อที่จะไปตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเราได้ (Why)

แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึง และมักจะถูกละเลยกันบ่อย ๆ ก็คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เรามาถูกทาง ดังนั้นเราควรจะต้องมีเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เราเดินไปได้ถูกทาง ซึ่งเครื่องมือนั้นก็คือ Feedback นั่นเอง

กระบวนการของ Feedback เราสามารถแบ่งออกได้สองวิธีใหญ่ ๆ คือ ผ่านการสนทนากัน (Discussion) และผ่านทางการประเมินผล (Metric) และผลลัพธ์ที่เราได้กลับมาจะแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบคือ

  • Positive feedback เช่น คำชม คือ เราพึงพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เราเลยชมเชยสิ่งที่เกิดขึ้นไปจนถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • Constructive feedback เช่น คำแนะนำ คือเราไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือพอใจแต่คิดว่าสามารถทำได้ดีกว่านี้อีก เราเลยแนะนำไป
  • Negative feedback เช่น คำด่า หรือ hate speech คือเราไม่พึงพอใจ เราเลือกที่จะไม่แนะนำอะไร แต่เราเลือกที่จะด่าแทน
  • No feedback คือ ไม่มี Feedback อะไรเลย

Feedback ที่จะทำให้เรารู้ว่าเรา “น่าจะ” มาถูกทาง คือ Positive feedback ส่วน Constructive feedback กับ Negative feedback จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเรา “น่าจะ” มาผิดทาง แต่ Constructive feedback ยังพอจะช่วยบอกว่าเรา “น่าจะ” เปลี่ยนทางเดินไปทางไหน ส่วน Negative feedback เป็น Feedback ที่ทำให้เสียกำลังใจมากที่สุด (แต่ในบางกรณี Feedback แบบนี้อาจจะเป็นแรงผลักดันก็ได้) ถึงแม้ Feedback แบบนี้จะดูแย่อยู่บ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมามันไม่ใช่ เราจะได้ไม่ล้มซ้ำที่เดิม

หลังจากที่เราได้ Feedback ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนใน 3 แบบแรก ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าเราจะตอบสนองต่อ Feedback ที่ได้รับอย่างไร เราจะปรับเปลี่ยนวิธีการที่เราทำอยู่ หรือเราจะเมินเฉยต่อ Feedback นั้นก็แล้วแต่เรา

แต่ Feedback อันสุดท้ายคือ No feedback หรือไม่มี Feedback อะไรเลย สำหรับผม Feedback แบบนี้เป็นสิ่งที่แย่ที่สุด คือไม่บอกอะไรเลยว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันดีหรือไม่ดี การที่เราทำต่อไปเรื่อย ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเรามาถูกทางหรือเปล่า มันจะไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าไม่ถูก เราควรจะไปทางไหน กว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะสูญเสียไปมากแล้วก็ได้

มีเรื่องเล่าเป็นนิทานของนัสรูดินที่ทำให้เห็นถึง Feedback แบบสุดท้ายได้ชัดดี

นัสรูดิน เดินไปกินชาในร้านเจ้าประจำตลาดยามบ่าย ขณะที่นั่งอยู่ก็มีเด็กที่มาอยู่ใหม่มีนิสัยคึกคะนองที่มาอยู่ในตลาดคนหนึ่ง วิ่งมาเอามือปัดหมวกของนัสรูดินจนตกพื้นแล้วหัวเราะวิ่งออกไป
นัสรูดินก็ไม่ว่าอะไร หยิบหมวกมาปัดฝุ่นแล้วใส่ต่อนั่งกินกาแฟแบบไม่รู้สึกอะไร และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกวันจนเจ้าของร้านน้ำชาได้ถามว่า “ท่านจะไม่ทำอะไรเด็กคนนี้เลยหรือ ทำไมปล่อยให้เด็กใหม่คนนี้ทำเลวกับท่านได้ทุกวัน”

นัสรูดินได้ตอบว่า “ข้าก็ทำการสั่งสอนแบบรุนแรงที่สุดทุกวันแล้วนี่ไง เจ้าไม่เห็นหรอกหรือ”
เจ้าของร้านน้ำชาก็มึนงงในคำตอบของของนัสรูดิน แต่ก็พยักหน้ารับทราบ

วันต่อมามีนายทหารเข้ามานั่งกินน้ำชาในร้าน ใกล้ๆ กับนัสรูดิน เด็กก็วิ่งเข้ามาในร้านอีก แต่ด้วยความที่หมวกของนายทหารนั้นสวยกว่าของนัสรูดิน เด็กจึงวิ่งไปปัดหมวกของนายทหารคนนั้นให้หล่นพื้นแทน
นายทหารชักดาบออกมาฟันตัดเอวเด็กขาดออกเป็นสองท่อน ก่อนเด็กตายก็ดิ้นทุรนทุรายอย่างแสนสาหัสอยู่สักครู่ใหญ่

นัสรูดินหันหน้าไปยังเจ้าของร้านน้ำชาแล้วพูดว่า ว่า “สิ่งที่ข้าทำการสั่งสอนแบบรุนแรงที่สุดทุกวัน ข้าทำสำเร็จแล้วนี่ไง เจ้าไม่เห็นหรอกหรือ”

ปัญหาของการไม่มี Feedback มันคือ เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ มันถูกหรือมันผิด ถ้าผิด มันควรจะแก้ไขไปในทางไหน ดังนั้น สิ่งที่ผมมักจะทำเสมอ ๆ เวลาไปโค้ช หรือไปสอน (ถ้าเวลามันเอื้ออำนวย) ก็คือ ขอ Feedback จากคนที่ให้โอกาสผมได้ไปโค้ช ไปสอน เพื่อนำมาปรับปรุงให้การโค้ช การสอนครั้งต่อ ๆ ไปของผมมันดีขึ้น

ท้ายสุดนี้ เมื่อทุกท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว ยังไงช่วยทิ้ง Feedback ไว้ให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *